top of page

วิวัฒนาการเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า | จากญี่ปุ่นสู่การผลิตในแผ่นดินไทย

  • 2 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

"คูโบต้า" คือชื่อที่เกษตรกรและช่างไทยรู้จักกันดีมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ความน่าเชื่อถือนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่สั่งสมมาจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกยุคสมัย ทั้งในด้านกำลัง ความทนทาน และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง


จุดเริ่มต้น - เครื่องยนต์จากญี่ปุ่นที่คนไทยไว้ใจ

ในปี 2499 บริษัท มินเซนแมชีนเนอรี่ จำกัด เป็นผู้บุกเบิกนำเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้าจากญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ตลอดช่วงเวลานั้นมีรุ่นต่างๆ ทั้ง KND 3, KNDR55, KND 90, GA90, ER652 และ ER 50–65 แต่ละรุ่นมีกำลังแรงม้าแตกต่างกันตามการใช้งาน สิ่งที่เหมือนกันคือความทนทานที่ได้รับการพิสูจน์มาจากโรงงานญี่ปุ่น


ซีรีส์ ET - ก้าวแรกของการผลิตในประเทศไทย

เมื่อตลาดเติบโตขึ้น คูโบต้าจึงเริ่มผลิตเครื่องยนต์ในประเทศไทย โดยซีรีส์ ET ถือเป็นรุ่นแรกที่ผลิตในไทย เริ่มวางจำหน่ายราวปี 2521 โครงสร้างเรียบง่าย บำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก และยังคงใช้มือหมุนเป็นวิธีสตาร์ทแบบดั้งเดิม แต่ก็ทำให้เครื่องยนต์เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ


ซีรีส์ RT - เมื่อดีไซน์และเทคโนโลยีมาพร้อมกัน

ปี 2553 คูโบต้าเปิดตัวซีรีส์ RT พร้อมกับก้าวกระโดดครั้งสำคัญด้านเทคโนโลยี มีการนำระบบ Direct Injection มาใช้ในเครื่องยนต์เบนซินคูโบต้าเป็นครั้งแรก ส่งผลให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิง และได้กำลังที่นิ่งกว่าเดิม ในซีรีส์นี้ยังมีรุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยโทนสีทองที่แตกต่างจากรุ่นอื่นในสายผลิตภัณฑ์ และเป็นยุคที่ระบบสตาร์ทด้วยกุญแจเข้ามาแทนที่มือหมุนอย่างเต็มตัว


ซีรีส์ ZT - ครอบคลุมทุกระดับการใช้งาน

ปี 2563 คูโบต้าเปิดตัวซีรีส์ ZT พร้อมดีไซน์ที่ทันสมัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสายผลิตภัณฑ์นี้ โดยแบ่งเป็นสองระดับ — ZT รุ่นมาตรฐานสำหรับงานทั่วไป และ ZT Plus ที่ยกระดับด้วยระบบ Direct Injection สืบทอดจาก RT พร้อมกำลังแรงม้าที่สูงขึ้นและประหยัดพลังงานได้ดียิ่งกว่า การแบ่งสองระดับนี้ทำให้ ZT ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ครบทุกกลุ่มในตลาดปัจจุบัน


ตลอดเส้นทางกว่า 60 ปี เครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้าในไทยไม่ได้แค่เปลี่ยนรุ่น แต่พัฒนาขึ้นในทุกมิติ ตั้งแต่เครื่องยนต์นำเข้าที่ใช้มือหมุนสตาร์ท สู่เครื่องยนต์ผลิตในไทยพร้อมระบบ Direct Injection ที่สตาร์ทด้วยกุญแจ มินเซนแมชีนเนอรี่ในฐานะผู้บุกเบิก ได้ร่วมเดินทางในทุกบทของประวัติศาสตร์นั้นมาโดยตลอด

bottom of page